บทที่ 7 ไหว้แม่ยายปากร้าย
สองข้างทางจากป้ายรถเมล์จนถึงหน้าบ้านเช่าสองชั้นที่เปิดเป็นร้านซักรีดเงียบเชียบกว่าปกติ ทันทีที่เธียรผลักประตูรั้วเหล็กดัดเข้าไป ภาพแรกที่เห็นคือเจ๊แววที่กำลังนั่งกอดอกหน้าหงิกหน้างออยู่บนโซฟาเก่าๆ กลางบ้าน รังสีอำมหิตแผ่กระจายจนตุลย์ที่เดินตามหลังมายังต้องแอบลอบกลืนน้ำลาย
เธียรเดินนำสามีหมาดๆ เข้าไปหยุดยืนตรงหน้ามารดา หญิงสาวล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าสาน หยิบกระดาษสีชมพูแผ่นสำคัญออกมาวางแหมะลงบนโต๊ะกระจกตรงหน้าเจ๊แวว
“เธียรจดทะเบียนสมรสกับเขาแล้วนะคะแม่ พามาไหว้ฝากเนื้อฝากตัวเป็นลูกเขยที่ถูกต้องตามกฎหมายค่ะ” เธียรรายงานด้วยน้ำเสียงราบเรียบเหมือนกำลังแจ้งยอดค่าไฟ
เจ๊แววปรายตามองใบทะเบียนสมรสบนโต๊ะสลับกับใบหน้าของลูกเขยถังแตก ที่ยืนปั้นหน้าเจี๋ยมเจี้ยมอยู่ข้างลูกสาว อารมณ์โกรธที่ยังคุกรุ่นอยู่เดิมยิ่งปะทุหนักกว่าเก่า คนเป็นแม่ผุดลุกขึ้นยืน ชี้หน้าลูกสาวด้วยความโมโห
“เก่งนักนะ! ปีกกล้าขาแข็งนักใช่ไหม! ในเมื่อแกรักมันนัก หลงมันจนหน้ามืดตามัวไปจดทะเบียนกับคนล้มละลาย งั้นแกก็เก็บข้าวเก็บของแล้วไสหัวไปอยู่กับผัวแกคืนนี้เลยไป! ฉันไม่อยากเห็นหน้าพวกแก!”
คำประกาศิตของแม่ยายทำให้ตุลย์ถึงกับสะดุ้ง ร่างสูงใหญ่ตัวแข็งทื่อราวกับถูกแช่แข็ง
ชิบหายแล้ว... ไปอยู่คืนนี้เลยงั้นเหรอ!
สมองของท่านประธานหนุ่มประมวลผลอย่างหนัก เดิมทีเขาเผื่อใจไว้แล้วว่าต้องหาห้องเช่าซอมซ่อเพื่อตบตา แต่เขาคิดว่าอย่างน้อยเธียรก็น่าจะอยู่ที่บ้านตัวเองไปก่อนสักสองสามวัน ทว่าเหตุการณ์มันกลับพลิกผันรวดเร็วเกินคาด เขายังไม่ได้อ้าปากสั่งน้าเจตน์เลขาคนสนิทให้ไปหาห้องเช่าเลยด้วยซ้ำ! แล้วคืนนี้เขาจะพาเมียไปนอนที่ไหนล่ะ พาไปนอนเพนต์เฮาส์ร้อยล้านก็โป๊ะแตกพอดี
“เอ่อ... คือว่าคุณแม่ครับ…” ตุลย์พยายามปั้นยิ้ม กระอึกกระอักหาทางออก “ผม... ผมจะรับน้องเธียรไปอยู่ที่ห้องผมเองครับ แม่ไม่ต้องห่วงนะครับ ผมสัญญาว่าจะดูแลน้องเธียรอย่างดี…”
“ดูแล? ถุย!”
“แม่!”
เจ๊แววสวนกลับทันควันชนิดไม่เว้นจังหวะให้หายใจไม่สนเสียงปรามของลูกสาว สายตาเหยียดหยามกวาดมองเสื้อยืดย้วยๆ และรองเท้าแตะหูคีบของตุลย์ตั้งแต่หัวจรดเท้า
“น้ำหน้าอย่างแกเนี่ยนะจะดูแลลูกสาวฉัน? ทำเป็นมาพูดดี ตัวแกเองยังเอาตัวไม่รอดเลยด้วยซ้ำ! จะเอาเงินที่ไหนมายาไส้ฮะ! หรือจะให้ลูกสาวฉันต้องไปนั่งทำงานงกๆ หาเงินมาเลี้ยงผู้ชายแมงดาอย่างแก!”
คำด่าทอที่เจ็บแสบพุ่งเข้าใส่หน้าเต็มๆ หากเป็นคนอื่นคงโกรธจนหน้าดำหน้าแดง แต่สำหรับท่านประธานบริษัทที่รวยล้นฟ้าอย่างตุลย์... คำด่าพวกนี้มันกลับฟังดูย้อนแย้งจนตลกสิ้นดี
ตุลย์เม้มริมฝีปากตัวเองแน่นสนิท ไหล่กว้างสั่นเทิ้มเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะความขมขื่นหรือเสียใจถูกแม่ยายเหยียดหยาม แต่เขาต้อใช้ความพยายามอย่างหนักในการกลั้นขำไม่ให้หลุดหัวเราะพรืดออกมา ความตลกที่ต้องมาสวมบทคนจนแล้วโดนด่าฉอดๆเพราะมาขอลูกสาวเขาราวกับละครน้ำเน่าหลังข่าว ทำให้เขาต้องกัดปากตัวเองจนน้ำตาคลอเบ้า
แต่ในสายตาของคนที่ยืนอยู่ข้างๆ... เธียรกลับตีความภาพนั้นไปอีกแบบ
หญิงสาวมองเสี้ยวหน้าของสามีที่กำลังเม้มปากแน่น ไหล่สั่นระริก และดวงตาที่เอ่อรื้นไปด้วยหยาดน้ำตา เธอคิดว่าศักดิ์ศรีลูกผู้ชายของเขากำลังถูกแม่ของเธอเหยียบย่ำจนแหลกเหลว เขาคงกำลังเจ็บปวดและละอายใจกับความล้มเหลวของตัวเอง
ความรู้สึกสงสารที่หาได้ยากยิ่ง ก่อตัวขึ้นในใจของสาวหน้าตาย
หมับ…
มือเรียวเล็กที่เย็นเฉียบของเธียร เอื้อมไปคว้าฝ่ามือหนาที่หยาบกร้านของตุลย์มากุมไว้ ก่อนจะออกแรงบีบกระชับเบาๆ เป็นเชิงปลอบประโลม
ตุลย์ชะงักกึก ชายหนุ่มเบิกตากว้าง หันขวับมามองหญิงสาวที่ยืนอยู่เคียงข้างด้วยความสับสนและไม่เข้าใจ ท่ามกลางเสียงด่าทอของเจ๊แวว เธียรไม่ได้ขยับหนี ไม่ได้อับอายที่มีสามีถังแตก แต่เธอกลับเลือกที่จะปกป้องความรู้สึกของเขาด้วยสัมผัสที่หนักแน่นและแสนอบอุ่น
“แม่เลิกด่าเขาได้แล้วค่ะ” เธียรเอ่ยปากปกป้องสามีด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เขาหล่อ เธียรเลือกแล้ว และเธียรก็จะไปอยู่กับเขาตามที่แม่ไล่จริงๆ ค่ะ... ไปช่วยฉันเก็บของหน่อยค่ะคุณ”
ประโยคสุดท้ายเธอหันมาพูดกับเขา แววตากลมโตที่เคยมองเขาอย่างประเมินค่า บัดนี้กลับมีประกายของความเห็นใจและพร้อมจะร่วมหัวจมท้ายไปด้วยกัน
หัวใจของประธานหนุ่มที่เคยกระด้างและมองทุกอย่างเป็นแค่เกมการลองใจ เกิดอาการกระตุกวูบอย่างรุนแรง เขาไม่คิดว่าผู้หญิงที่ดูเย็นชาคนนี้จะซ่อนความใจดีและกล้าหาญไว้มากขนาดนี้ เธอพร้อมจะจับมือผู้ชายที่ไม่มีอะไรเลยอย่างเขา ก้าวออกไปเผชิญความลำบากโดยไม่ลังเล… ทั้งที่พึ่งรู้จักกันไม่ทันข้ามวัน
ให้ตายสิ... ยัยหน้าตายนี่ทำกูใจสั่นซะแล้ว
แต่ก่อนที่ความซาบซึ้งจะก่อตัวไปมากกว่านี้ สติเรื่องห้องเช่าที่ยังไม่มีก็แล่นปราดเข้ามาเตือนความจำ!
พรวด!
ตุลย์รีบลุกพรวดขึ้นยืนเต็มความสูงจนเธียรและเจ๊แววที่กำลังเถียงกันอยู่ชะงักกึก สองแม่ลูกเงยหน้ามองร่างสูงใหญ่เป็นตาเดียว
“ปวดท้อง! ผมปวดท้องครับแม่! ขอตัวไปเข้าห้องน้ำก่อนนะครับ!”
ตุลย์โพล่งขึ้นมาเสียงดังลั่น แกล้งทำหน้านิ่วคิ้วขมวดกุมท้องตัวเองแน่น แล้วหันไปกระซิบกับเธียรอย่างรวดเร็ว
“ห้องน้ำบ้านคุณอยู่ไหน! ผมข้าศึกบุกหนักมาก!”
เธียรกะพริบตาปริบๆ ชี้มือไปทางหลังร้านซักรีด ตุลย์ไม่รอช้า รีบวิ่งสับขาหลอกราวกับนักลมกรดหายลับเข้าไปในห้องน้ำทันที พร้อมกับลงกลอนประตูดังปัง!
เมื่อแน่ใจว่าปลอดภัยจากการถูกจับผิด ท่านประธานหนุ่มก็รีบควักสมาร์ตโฟนเครื่องหรูที่ซ่อนไว้ในกระเป๋ากางเกงด้านในสุดออกมา มือหนากดสไลด์หน้าจอโทรออกหาเบอร์เลขาคนสนิทด้วยความเร่งรีบขั้นสุด
รอเพียงไม่กี่วินาที ปลายสายก็รับ
(สวัสดีครับบอส...)
“น้าเจตน์! ฟังฉันให้ดีนะ!” ตุลย์กระซิบเสียงลอดไรฟันพยายามกดเสียงให้เบาที่สุดแต่แฝงไปด้วยความเดือดดาล “น้าไปหาห้องเช่าด่วนที่สุด! เอาแบบเก่าๆ ซอมซ่อ สภาพเหมือนคนล้มละลายอยู่! และที่สำคัญ... ไปกว้านซื้อข้าวของเครื่องใช้ สบู่ ยาสระผม เสื้อผ้า ผ้าปูที่นอน เอาแบบ ‘ไม่มีแบรนด์เนม’ หรือเป็นยี่ห้อตลาดนัดราคาถูกๆ มาจัดฉากในห้องให้หมด!"
(ฮะ? บอสหมายความว่ายังไงครับ... ห้องเช่า? ของไม่มีแบรนด์?) น้าเจตน์ถามกลับมาด้วยน้ำเสียงงุนงงเต็มพิกัด
“ก็หมายความตามที่สั่งนั่นแหละ! เมียฉันกำลังจะเก็บกระเป๋าย้ายไปอยู่กับฉันคืนนี้แล้ว! น้ามีเวลาแค่ หนึ่งชั่วโมง เท่านั้น! ไปหาห้องแถวนี้แล้วส่งโลเคชันมาให้ฉันเดี๋ยวนี้! ถ้าภายในหนึ่งชั่วโมงฉันยังไม่ได้ห้อง น้าเตรียมตัวไปเตะฝุ่นหาตึกใหม่ทำงานได้เลยเข้าใจไหมครับ!”
พูดจบตุลย์ก็กดตัดสายทิ้งทันที ชายหนุ่มยกมือขึ้นลูบหน้าตัวเองแรงๆ หนึ่งที ยืนหอบหายใจพิงประตูห้องน้ำด้วยความลุ้นระทึก
เอาวะ... ชีวิตประธานร้อยล้าน ต้องมารอคอยความหวังจากห้องเช่ารูหนูภายในหนึ่งชั่วโมง... งานนี้ถ้าโป๊ะแตกขึ้นมา เมียหน้าตายที่วัดความรุนแรงทางอารมณ์ไม่ได้ คงได้บีบคอกูตายคาห้องแน่!
